ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

มาตรฐาน

 

                    เมโสโปเตเมีย ตามรูปศัพท์แปลว่า “ที่ระหว่างแม่น้ำ” โดยมีนัยหมายถึง “ดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส” ซึ่งปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศอิรัก แม่น้ำทั้ง 2 สายบรรจบกันที่เมืองบัสรา (Basra) และเกิดเป็นแม่น้ำสายใหม่ คือแม่น้ำซัตต์ อัล อาหรับ (Shatt al Arab) ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย ความสมบูรณ์ของแม่น้ำทั้ง 2 สายดึงดูดให้ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาตั้งรกราก ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยสงครามและการแย่งชิงอำนาจระหว่างเผ่าพันธุ์ ทั้งนี้แม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสได้พัดพาดินตะกอนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุไปทับถมกันที่บริเวณตอนใต้ ซึ่งติดกับอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่า “บาบิโลเนีย” (Babylonia) ทำให้บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนตอนบนเรียกว่า “อัสซีเรีย” (Assyria) เป็นพื้นที่ซึ่งมีความแห้งแล้ง อารยธรรมเมโสโปเตเมีย มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ต่างๆคือ ทิศเหนือติดกับทะเลดำและทะแลสาปแคสเปียน ทิศใต้ติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับคาบสมุทรอาระเบีย ทิศตะวันตกกับที่ราบซีเรียติดกับปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกติดกับที่ราบสูงอิหร่าน เนื่องจากดินแดนแห่งนี้มีแม่น้ำใหญ่ 2 สายคือไทกริสและยูเฟรติสไหลมาบรรจบกัน มันจึงมีลักษณะเป็นแผ่นดินครึ่งวงกลมผืนใหญ่ที่ทอดโค้งจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ได้รับขนานนามว่า “ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว” ในขณะที่นักภูมิศาสตร์บางคนกล่าวว่ามันมีรูปร่างเหมือนเกือกม้ามากกว่า

 

  

                 เมโสโปเตเมีย ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมไม่มากนัก จึงมีสภาพภูมอากาศโดยทั่วไปแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายซึ่งมีฝนตกน้อยฤดูกาลในเมโสโปเตเมียมี 2 ฤดูกาล คือฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยในฤดูร้อนสภาพอากาศจะมีความแห้งแล้งรุนแรง ขณะที่ฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวจัดและบางครั้งมีฝนตกเล็กน้อยด้วย โดยปริมาณน้ำฝนจะมีอยู่ไม่เกิน 600 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำที่มาจากหิมะละลายในภาคฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย (Armenia) น้ำจะพัดพาเอาโคลนตมมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำอันเกิดจากหิมะละลาย ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งนำความเสียหายหายมาสู่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สิน และชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ จึงมีการสร้างเขื่อนและฝาย ที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมต่อการเกษตร ทำให้ผู้คนในเมโสโปเตเมียสามารถตั้งถิ่นฐานอยู่ได้ แม้สภาพปัจจัยในการดำรงชีวิตจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควรก็ตาม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s