กลุ่มชนต่างๆ ที่สร้างสรรอารยธรรมเมโสโปเตรเมีย

มาตรฐาน

 

 ชาวสุเมเรียน (Sumeriam)

       เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชชาวสุเมเรียนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยม (Delta) ปากแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส ซึ่งเรียกกัน ในเวลาต่อมาว่าดินแดนซูเมอร์ ในระยะแรกชุมชนชาวสุเมเรียนเป็นหมู่บ้านยุคหินใหม่ หมู่บ้านเหล่านี้ได้ขยายตัวขึ้นเป็นชุมชนวัด และในเวลาต่อมา ชุมชนวัดแต่ละแห่งได้พัฒนาขึ้นเป็นเมือง ที่สำคัญ ได้แก่เมืองเออร์(Ur) เมืองอิเรค (Ereck) เมืองอิริดู (Eridu) เมืองลากาซ (Lagash) และเมืองนิปเปอร์ (Nippur) แต่ละเมืองมีชุมชนเล็กๆ ที่รายรอบอยู่เป็นบริวาร ทำให้มีลักษณะเป็นรัฐขนาดเล็กที่เรียกว่านครรัฐ (City State) นครรัฐเหล่านี้ต่างปกครองเป็นอิสระแก่กัน

       ในขณะที่ชาวสุเมเรียน สถาปนานครรัฐขึ้นทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส หลายนครรัฐชนกลุ่มอื่นๆ ก็ได้สถาปนานครรัฐของตน ในบริเวณตอนเหนือขึ้นไปอีกหลายแห่งแต่มีความเจริญทางอารยธรรมด้อยกว่านครรัฐของชาวสุเมเรียนในดินแดนซูเมอร์ก็ตามแต่ภาษา
ที่ใช้สืบมาจากรากเดียวกันคือภาษาอินโด-ยูโรเปียนอันเป็นต้นกำเนิดจากภาษาลาติน กรีก เปอร์เซีย สันสกฤต รวมทั้งภาษาเยอรมันและภาษาโรมานซ์ในปัจจุบัน มองจากแง่ของภาษาอนารยชนกลุ่มใหม่เหล่านี้ก็คือบรรพบุรุษของเรานั่นเอง การบุกรุกทางใต้ของชนเหล่านี้มีผลทำให้ชนเผ่าอื่นถูกแย่งที่ไปอย่างรุนแรงในช่วงประมาณปี 1750 ถึง 1550 ก่อนคริสตกาล พวกอนารยชนดังกล่าวตลอดจนพวกอื่นๆ ที่ดำเนินรอยตามได้ทำลายความต่อเนื่องทางการเมืองและวัฒนธรรมของดินแดนตะวันออกใกล้สมัยโบราณ ประมาณปี 1595 ผู้รุกรานเผ่าอินโด-ยูโรเปียน ก็ทำให้ราชวงศ์ของพระเจ้าฮัมบูราบีในนครบาบิโลนต้องสิ้นสุดลงซึ่งฉุดให้เมโสโปเตเมียเข้าสู่ช่วงเวลาอันยาวนานของความเสื่อมของทางวัฒนธรรมและความไม่สงบทางการเมือง

         คนกลุ่มแรกที่สร้างสรรค์อารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นคือชาวสุเมเรียน ผู้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกอารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนสร้างขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปัตยกรรม ตัวอักษร วรรณกรรม ศิลปกรรมอื่นๆ ตลอดจนทัศนคติต่อชีวิตและเทพเจ้าของชาวสุเมเรียนได้ดำรงอยู่และมีอิทธิพลอยู่ในลุ่มแม่น้ำทั้งสองตลอดช่วงสมัยโบราณ

ข้อควรสังเกต
1. บริเวณเมโสโปเตเมียเป็นบริเวณที่มีอากาศรุนแรง ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด ฝนตกน้อย (ปีหนึ่งไม่เกิน 3 นิ้ว)ความรุนแรงของภูมิอากาศทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ขาดความกระตือรือร้น เมื่อถูกศัตรูที่แข็งแกร่งรุกรานก็หลีกทางให้ เมโสโปเตเมียจึงเป็นบริเวณที่มีชนหลายชาติหลายภาษาผลัดเปลี่ยนกันเข้ามายึดครองตลอดเวลา
2. เมโสโปเตเมียตั้งอยู่ในที่โล่ง ปราศจากกำแพงธรรมชาติที่จะป้องกันการบุกรุกจากศัตรูภายนอก
ชนพวกแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณเมโสโปเตเมียคือ พวกสุเมเรียน (Sumerian) ชนพวกนี้จะสืบเชื้อสายมากจากชาติใดไม่อาจทราบชัด
ทราบแต่เพียงว่า เดิมเป็นชนเผ่าพเนจร อพยพมาจากภูเขาทางทิศตะวันออก เข้าไปตั้งถิ่นฐานแถบบริเวณปากแม่น้ำทั้งสอง
ก่อนเมื่อประมาณ 2900-2800 ปีก่อนคริสตกาลแล้วขยายสู่คาบสมุทรชินาร์ (Shinar)

 

ชาวอัคคาเดียน (Akkadians)

          ในศตวรรษที่ 24 ก่อนคริสตกาล อัคคาเดียน เป็นเซมิติคเร่ร่อนพวกแรกที่เข้ามาตั้งมั่นในดินแดนอัคคัต ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเมโสโปเตเมีย
ประมาณ ปี 2571 B.C. อัคคาเดียนภายใต้การนำของซาร์กอนมหาราช สามารถโค่นอำนาจของลูกัล ซักกิซซิผู้นำของสุเมเรียนแห่งนครรัฐอัมมาได

           อัคคาเดียนปกครองเมโสโปเตเมียแทนสุเมเรียน ซาร์กอนมหาราชก่อตั้งจักรวรรดิ สุเมโร-อัคคาเดียน (The Sumero-Akkadian Empire 2371-2112 B.C. ) ขึ้นจัดเป็นจักรวรรดิแรกในเมโสโปเตเมีย และเป็นจักรวรรดิแรกของโลก อัคคัต (Agade) คือชื่อเมืองหลวงของจักรวรรดิ อำนาจของอัคคาเดียนแผ่ขยายปกครองพื้นที่จากดินแดนเปอร์เซียถึงชายฝั่งตะวันออกของ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประมาณปี 2113 ก่อนคริสตกาล อัคคาเดียนถูกรุกรานโดยอนารยชนพวกกูติ (Guti) ซึ่งเป็นชนจากดินแดนเปอร์เซียเข้ามาในเมโสโปเตเมีย โดยผ่านทางเทือกเขาซากรอส กูติปกครองเมโสโปเตเมียประมาณ 107 ปี (2113-2006 B.C.)

            ประมาณปี 2006 ก่อนคริสตกาล ผู้นำสุเมเรียนชื่อ Uruhagae แห่งนครรัฐ Ur ขับไล่กูติออกจากเมโสโปเตเมียได้สำเร็จ ก่อตั้งจักรวรรดิ สุเมเรียนภายใต้ชื่อว่า The Empire of Ur (2006-1950 B.C.) ทั้งนี้อารยธรรมสุเมเรียนได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พวกอีลามีดส์ (Elamites) เข้าปกครองซูเมอร์-อัคคัตช่วงสั้นก่อนการขึ้นมีอำนาจของพวกอะมอไรท์ในดินแดนบาบิโลเนียน

 

ชาวอะมอไรท์ หรือบาบิโลเนีย (Amorites or Babylonians)

            ประมาณปี 2000 ก่อนคริสตกาล อะมอไรท์เป็นเซมิติคเร่ร่อนจากซีเรียเข้ารุกรานดินแดนตะวันตกของอัคคัต ภายใต้การนำของฮัมมูราบี (Hummurabi 1792-1750 B.C.) กษัตริย์องค์ที่ 6 ของอะมอไรท์ ได้รวมดินแดนซูเมอร์-อัคคัตเข้าด้วยกัน ก่อตั้งจักรวรรดิบาลิโลเนียครั้งที่หนึ่งขึ้น (The First Babylonian Empire) ที่เมืองบาบิโลน (Badylon) บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีส เป็นเมืองหลวงสมัยของกษัตริย์ฮัมมูราบี คือยุคทองของจักรวรรดิบาบิโลน ทั้งนี้เป็นเพราะนอกจากจะทรงสามารถในการรบและการปกครองเป็นผลให้จักรวรรดิขยายกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ฮัมมูราบีได้และปรับปรุงอารยธรรมสุเมเรียนให้ดีขึ้น จักรวรรดิบาบิโลนเริ่มเสื่อมลงเป็นลำดับภายหลังการสิ้นพระชนม์ของฮัมมูราบีเพราะ

                ก. กษัตริย์ผู้สืบทอดต่อมาไร้ความสามารถในการปกครองและการรบ เป็นผลให้กลุ่มชนภายใต้การปกครองของอะมอไรท์ดำเนินการแยกตนเป็นอิสระ

                ข. ประมาณปี 1590 ก่อนคริสตกาล ฮิตไตท์ชนชาตินักรบจากเอเซียไมเนอร์ เข้ารุกรานมุ่งยึดกรุงบาบิโลนแต่ไม่สำเร็จ

                ค. การก่อกวนของเฮอเรีย (Hurrians) แห่งอาณาจักรมิทานมิ (Mitanni) อาณาจักรนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีส

                ง. งบประมาณปลายศตวรรษที่ 16 ก่อนคริตกาล คัสไซส์ (Kassites) อนารยชนจาก
เทือกเขาใกล้ดินแดนเปอร์เซียตะวันตกเข้ารุกรานและโค่นอำนาจอะมอไรท์ได้สำเร็จ

 

อารยธรรมอะมอไรท์

                1. กฎหมาย อารยธรรมเด่นที่อะมอไรท์ให้แก่เมโสโปเตเมียและโลกคือ ด้านกฎหมายฮัมมูราบีทรงกำหนดให้ตรากฎหมายฮัมมูราบี(The Law Code of Hammurabi) ขึ้นจารึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม กฎหมายฮัมมูราบีเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลก (The First Code of Law in The World or in Human History) ระบุวางระเบียบทางด้านสังคมว่าด้วยเรื่องการสมรส การหย่าร้างและมรดก เรื่องสิทธิของสตรี มรดกและการเลี้ยงดูทาส นอกจากนี้กฎหมายด้านการค้าตลอดจนวิธีการทำสัญญาต่างๆ บทลงโทษของผู้กระทำผิด นับว่ารุนแรงในลักษณะทำผิดไว้อย่างไรก็จะได้รับโทษเช่นนั้น เข้าหลักตาต่อตาฟันต่อฟัน ลักษณะกฎหมายดังกล่าวนี้โรมันรับและให้ความสำคัญอย่างมากในเวลาต่อมา

                2. การปกครอง เพราะจักรวรรดิบาบิโลเนียนขยายกว้างในสมัยกษัตริย์ฮัมมูราบี ทางเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้าปฏิบัติการทั้งนี้เป็นเพราะทรงมุ่งสร้างความสงบและความมั่งคั่งให้แก่จักรวรรดิ

                3. ศาสนา อะมอร์ไรท์ยอมรับในเทพเจ้าของสุเมเรียน แต่กำหนดให้เทพเจ้ามาร์ดุ๊กเป็นเทพเจ้าสูงสุด มีการสร้างซิกกูแรทขนาดใหญ่ที่กรุงบาบิโลนทำเป็น 7 ชั้น สูง 650 ฟุต

                4. วรรณกรรม วรรณกรรมเด่นของอะมอไรท์คือ The Epic of Gilgamesh ได้เค้าเรื่องมาจากตำนานสุเมเรียนเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมโลก

 

คัสไซท์ (Kassites)

              คัสไซท์เป็นผู้รุกรานจักรวรรดิบาบิโลเนียนของอะมอไรท์ ชาวคัสไซท์นั้นไม่ได้อารยธรรมใหม่แต่ยังคงรับและสืบทอดอารยธรรมของชาวสุเมเรียน-อะมอไรท์ อำนาจของชาวคัสไซท์ต้องสิ้นสุดลงด้วยการรุกรานจากพวกอัสซีเรียนที่เป็นกลุ่มชนทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำไทกรีส

              ชาวคัสไซท์นั้นเป็นชาตินักรบ ดังนั้นสิ่งที่คัสไซท์ได้มอบให้แก่เมโสโปเตเมียนั้นคือ ยุทธวิธีในการสู้รบ รถในการทำศึกที่มีน้ำหนักเบา ม้าที่เหมาะกับการใช้ในสนามรบ และสุดท้ายคือ อาวุธสำริด สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวอัสซีเรียนซึ่งเป็นผู้ที่มารับช่วงต่อจากชาวคัสไซท์นั้นกลายเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ของเมโสโปเตเมียในเวลาต่อมา

 

ชาวอัสซีเรียน

            ชาวอัสซีเรียน (Assyrians) ประมาณปี 3000 ก่อนคริสตกาล ขณะสุเมเรียนปกครองซูเมอร์  อัสซีเรียเป็นเซมิติคได้เข้าตั้งมั่นในดินแดนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย บนลุ่มแม่น้ำไทกรีส จากการไม่มีพรมแดนธรรมชาติช่วยป้องกันภัยทำให้อัสซีเรียมักถูกโจมตีโดยชุมชนใกล้เคียง เริ่มจากสุเมเรียน อัคคาเดียนและอะมอไรท์ เป็นต้น ขณะอยู่ภายใต้การปกครองของ ชนผู้เจริญเหล่านี้ อัสซีเรียได้เรียนรู้และรับอารยธรรมด้านต่าง ๆ ไว้โดยเฉพาะอารยธรรม สุเมเรียน-อะมอไรท์ ประมาณปี 1815 ก่อนคริตกาลของอะมอไรท์ปกครองเมโสโปเตเมีย ในสังคมอัสซีเรีย ปรากฎว่า Shamshi-Adas (1815-1782 B.C.) ซึ่งเป็นอะมอไรท์ได้ตั้งตนเป็นผู้นำอัสซีเรีย และพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อัสซีเรียแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ระหว่างปี 1310-1232 ก่อนคริสตกาลของคัสไซท์ปกครองเมโสโปเตเมียนั้น จากความพร้อมและความสามารถในการรบของอัสซีเรีย ซึ่งจัดตั้งจักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่หนึ่งได้สำเร็จ (The First Assyrian Empire) ที่กรุงนิเนเวย์(Nineveh)เป็นเมืองหลวง ความสามารถในการรบของอัสซีเรียเป็นที่ปรากฎ โดยสามารถกำจัดอำนาจจิตโตท์ออกจากดินแดนทางตะวันตกของลุ่มแม่น้ำยูเฟรตีสได้สำเร็จ และอัสซีเรียต้องสู้รบกับกองกำลังของอียิปต์โบราณด้วยความเกรงใจกองกำลังทหารของอัสซีเรีย อียิปต์โบราณ และฮิตไตท์ได้รวมกำลังมุ่งสกัดต้านทานกำลังทหารของอัสซีเรีย อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่หนึ่งต้องสลายลงในปี 1232 ก่อนคริสตกาล ระหว่างปี 858-612 ก่อนคริสตกาลเป็นช่วงสมัยจักรวรรดิอัสซีเรียครั้งที่สอง (The Second Assyrian Empire) เซลมาเนเซอร์ที่ 3(Shalmaneser 3 858-824 B.C.) เป็นผู้ก่อตั้งจักรวรรดิครั้งนี้จากความสามารถ ของกษัตริย์ ความพร้อมและความสามารถของทหารยุทธวิธีในการรบและอาวุธทำจากเหล็ก ตลอดจนการปราบปรามศัตรูอย่างโหดร้ายทารุณเฉียบขาดเป็นผลทำให้จักรวรรดิอัสซีเรียเจริญ ถึงขีดสุดในช่วงระหว่างปี 745-626 B.C.

 

 แคลเดียน (Chaldeans)

           แคลเดียนเป็นกลุ่มชนที่แตกตัวออกมาจากพวกอราเมียน (Arameans) และได้เข้าตั้งมั่นในดินแดนตอนกลางของเมโสโปเตเมีย ชาวแคลเดียนนั้นยอมอยู่ภายใต้การปกครองของพวกอัสซีเรียน ในขณะเดียวกันชาวแคลเดียนก็ได้คิดก่อการกบฏแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ หลังจากกษัตริย์อัสซูร์บานิปาลแห่งอัสซีเรียนสิ้นพระชนม์แล้ว นาโบโปลัซซาร์ผู้นำชาวแคลเดียนนั้นได้แยกตัวออกจากการปกครองของอัสซีเรียนและประกาศให้ตนเหนือดินแดนบาบิโลเนีย นาโบโปลัซซาร์และเซซารัสผู้นำชาวมีดส์ได้รวมกำลังกันยึดครองกรุงนิเนเวย์ ทำให้จักรวรรดิอัสซีเรียนต้องล่มสลายไป ดังนั้นจักรวรรดิแคลเดียนจึงขึ้นมามีอำนาจแทน โดยนาโบโปลัซซาร์เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น มีศูนย์กลางอยู่ที่บาบิโลเนีย เมืองหลวงคือกรุงบาบิโลน จักรวรรดิแคลเดียนเจริญถึงขีดสุดในสมัยของกษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) ซึ่งเป็นโอรสของนาโบโปลัซซาร์ จักรวรรดิได้แผ่ขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกโดยครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทรงยึดอาณาจักรยูดาห์ของฮิบรูและกวาดต้อนชาวฮิบรูมาเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลน เรียกช่วงระยะเวลานี้ว่า “ช่วงกักขังที่บาบิโลเนีย” (The Babyloian Captivity) นอกจากนี้กษัตริย์เนบูคัดเนซซาร์ได้เชื่อมสัมพันธไมตรีกับมีดส์ด้วยการแต่งงานกับเจ้าหญิงมีดส์แห่งจักรวรรดิมีเดียน ในสมัยของพระองค์นั้นกรุงบาบิโลนเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการปกครองและการค้า จักรวรรดิแคลเดียนเริ่มเสื่อมลงภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิแคลเดียนต้องล่มสลายในสมัยของกษัตริย์นาโบนิดัส (Nabonidus) เพราะ

1. ชาวแคลเดียนไม่พอใจในการปกครองของนาโบนิดัสที่มีแต่การกดขี่ข่มเหง

2. เชลยฮิบรูไม่ให้ความจงรักภักดี เพราะต้องการอิสรภาพเพื่อกลับไปยังดินแดนปาเลสไตน์

3. ชาวแคลเดียนถูกรุกรานและได้พ่ายแพ้ให้กับกองกำลังทหารเปอร์เซียนที่นำโดยไซรัสมหาราช

หลังจากนั้นเป็นต้นมาดินแดนของจักรวรรดิแคลเดียนทั้งหมดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซีย โดยพวกเชลยชาวฮิบรูนั้นไซรัสมหาราชได้ปลดปล่อยให้กลับสู่ปาเลสไตน์

การรวมตัวทางการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองของเมโสโปเตเมีย

มาตรฐาน

 

            การรวมตัวอย่างถาวรครั้งแรกกระทำได้เป็นผลสำเร็จโดยผู้พิชิตชาวเซเมติคผู้หนึ่งซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอัคคัตทรงพระนามว่าซาร์กอน พระองค์ทรงได้เมโสโปเตเมียไว้ในครอบครองเมื่อประมาณปี 2370 ก่อนคริสตกาล และพระราชวงศ์ของพระองค์ปกครองอย่างยากลำบาก ต่อมาอีกหลายชั่วคน (ประมาณ 2370-2230) กษัตริย์ซาร์กอนทรงได้รับการยกย่องในสมัยนั้น เพราะจักรวรรดิของพระองค์เป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่เคยรู้จักมา ที่สามารถรวบรวมอาณาจักรอัคคัตและซูเมอร์เข้าไว้เป็นหน่วยการปกครองเดียวกันและเรื่องเล่าในสมัยต่อมา ได้ขยายให้ใหญ่โตยิ่งไปกว่า ความเป็นจริงเล่ากันว่ากษัตริย์ซากอน ได้ทรงปกครองประชาชนของดินแดนทั้งหมด ชัยชนะของพระองค์มีผลในการเร่งให้วัฒนธรรมสุเมเรียนเผยแพร่ไปทั่วตะวันออกใกล้ได้เร็วขึ้นทายาทองค์หนึ่งของกษัตริย์ซาร์กอนฝ่าฝืนขนบประเพณีของสุเมเรียน และตัดสินใจเสี่ยงด้วยการอ้างพระองค์เป็นเทพ

           ต่อมาราชวงศ์ซาร์กอน แห่งอัคคัตถูกอนารยชนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าทำลายล้าง ยังผลทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองอีกช่วยระยะหนึ่ง ครั้งเมื่อประมาณ 2,100 ก่อนคริสตกาล นครรัฐสุเมเรียนแห่งอูร์กลับได้อำนาจ และบรรดากษัตริย์แห่ง14 นครนี้ก็อ้างตนเป็นเทพเช่นเดียวกัน แต่ในที่สุดจักรวรรดิอูร์ก็ถูกทำลายลงด้วยการเบียดเบียนของอนารยชน และความแตกแยกภายใน พร้อมกับความหายนะของจักรวรรดิอูร์อำนาจทางการเมืองของสุเมเรียนก็สิ้นสุดลงตลอดไป อนาคตของเมโสโปเตเมียจึงอยู่ในมือของพวกเซไมท์

           ในช่วงระยะที่เกิดความวุ่นวายคือประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าเซเมติคกลุ่มใหม่หลายกลุ่มพากันอพยพเข้ามายังดินแดนลุ่มแม่น้ำ กลุ่มหนึ่งของชนเผ่านี้คือพวกอะมอไรท์จากซีเรียเข้ามายึดครองนครต่างๆ รวมทั้งบาบิโลนเมืองที่ไร้ความสำคัญพระเจ้าฮัมมูราบี (ประมาณ ค.ศ. 1792 – 1750) กษัตริย์อะมอไรท์แห่งบาบิโลนผู้สามารถและมีชื่อเสียง เข้าพิชิตดินแดนแห่ง อัคคัตและมูเซอร์ได้ทั้งหมดและขยายอำนาจไปจนทั่วดินแดนรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ตั้งแต่ทะเล เมดิเตอร์เรเนียนมาจนถึงอ่าวเปอร์เซีย เพียงชั่วเวลาอันสั้น บาบิโลนก็เปลี่ยนจากเมืองเล็กๆ ที่ไร้ความหมายมาเป็นนครหลวงของจักรวรรดิที่ทรงอำนาจ

           สิ่งที่จะต้องเน้นไว้ในที่นี้ก็คือหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการทางการเมืองเหล่านี้มีอยู่น้อยและไม่ชัดเจนและรายละเอียดบางประการในการประติดประต่อเรื่องของเราอาจผิดพลาดได้ ศักราชในช่วงสมัยเริ่มแรกนี้ก็อาจผิดไปถึงศตวรรษหรือมากกว่านั้นอย่างไรก็ตามลำดับเหตุการณ์ต่างๆ นั้นจัดได้อย่างถูกต้อง และไม่น่าสงสัยว่าพระเจ้าฮัมมูราบี ผู้ได้รับแนวความคิดจากขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมสุเมเรียนซึ่งได้แพร่หลายอยู่เกือบ 2,000 ปีแล้ว จะไม่สามารถสร้างสรรค์โครงสร้างทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมขึ้นมาได้ ประมวลกฎหมายอันลือชื่อของพระองค์เป็นเสมือนหน้าต่างเผยให้เห็นชีวิตประจำวันในจักรวรรดิบาบิโลเนีย กฎหมายฉบับนี้ยึดถือประมวลกฎหมายที่มีมาแล้วและที่ย่นย่อของชาวสุเมเรียน และได้มาจากประเพณีของสุเมเรียนเป็นส่วนใหญ่ พระเจ้าฮัมมูราบีมิได้ทรงอ้างพระองค์เป็นเทพเจ้า แต่ทรงรับบทบาทตามขนบธรรมเนียมเดิมคือผู้รับใช้บรรดาเทพเจ้า สังคมที่ทรงปกครองแบ่งออกเป็นชั้นต่างๆ คือ ชั้นขุนนาง เสรีชน และทาส รายละเอียดของกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการค้า แสดงให้เห็นถึงชีวิตค้าขายที่ตื่นตัวและสลับซับซ้อน แต่ทว่าประมาณกฎหมายของฮัมมูราบีนั้นเข้มงวดว่ากฎหมายสุเมเรียนที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนอย่างเห็นได้ชัด แสดงถึงการใช้อำนาจเผด็จการในระดับสูงกว่าเดิม การลงโทษหนักปรากฎบ่อยๆ ในขณะที่แต่ก่อนนี้แทบจะไม่มีเลยและความคิดเกี่ยวกับความยุติธรรมโดยให้ผลกรรมตามทัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ตาต่อตา นั้นได้นำปฏิบัติอย่างรุนแรงน่าสะพึงกลัว ดังเช่น ถ้าบ้านหลังหนึ่งทรุดตัวลง ทำให้เจ้าของบ้านเสียชีวิตผู้สร้างบ้านหลังนั้นย่อมถูกประหารชีวิต ถ้าคนไข้ตายในระหว่างการผ่าตัด แพทย์ผู้ผ่าตัดถูกประหาร ถ้าผู้ป่วยเสียนัยตาข้างหนึ่งแพทย์จะต้องถูกตัดนิ้วทิ้ง นับเป็นการลงโทษชนิดที่ทำให้แพทย์ผู้นั้นมิอาจประกอบอาชีพได้อีก

            การรุกรานจากภาคเหนือ : ประมาณปี 1,750 ถึง 1,550 ก่อนคริสตกาล แม้ในขณะที่จักรวรรดิบาบิโลนกำลังมีอำนาจสูงสุด บริเวณตะวันออกใกล้ทั้งหมดก็ยังได้รับการกระทบกระเทือนจากการรุกรานของอนารยชนที่อพยพเข้ามาอยู่เรื่อยๆ บรรดาชนกลุ่มใหม่นี้อพยพจากภูเขาทางเหนือและตะวันออกเฉียงหนือสู่ดินแดนเมโสโปเตเมียเอเซียน้อย กรีก เกาะครีต และแอฟริกาภาคเหนือ ชนเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันอย่างรวมๆ ว่าพวกอินโด-ยูโรเปียน

ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

มาตรฐาน

                      ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เกิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ

 1. ความคิดสร้างสรรค์รักษา ปรับปรุงและสืบทอดในอารยธรรมของกลุ่มชน 6 กลุ่มคือ

                                1.1 สุเมเรียน (Sumerians)

                                1.2 อัคคาเดียน (Akkadians)

                                1.3 อะมอไรท์ (Amorites)

                                1.4 คัสไซท์ (Kassites)

                                1.5 อัสซีเรียน (Assyrians)

                                1.6 แคลเดียน (Chaldeans)

2. แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส ทำให้เมโสโปเตเมียชุ่มชื้นเกิดการรวมตัวของกลุ่มชนและกำเนิดอารยธรรมเฉพาะขึ้น

 3. พรมแดนธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยเป็นกำแพงป้องกันศัตรูภายนอกแม้ไม่ดีเท่าแถบลุ่มน้ำไนล์ก็ตาม แต่ก็เอื้ออำนวยให้กลุ่มชนซึ่งผลัดกันขึ้นมีบทบาทในเมโสโปเตเมียสามารถใช้ประโยชน์ของพรมแดนธรรมชาตินี้กำเนิดอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น กล่าวคือทิศเหนือจรดเทือกเขาอเมเนียทิศใต้จรดอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกจรดแนวเทือกเขายาว ทิศตะวันตกจรดทะเลทรายอารเบียน

การตั้งรกรากของชนเผ่าต่างๆ

มาตรฐาน

 

ประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญของแต่ละแคว้นที่แยกออกจากกัน และเรื่องราวทางอารยธรรมในเมโสโปเตเมีย มีหลักฐานยืนยันทางโบราณคดีว่าเก่าแก่นานนับถึง 8,000 – 7,000 B.C. เช่น การขุดพบหมู่บ้านที่เมืองจาร์โม (Jarmo) ในอิรักใกล้แม่น้ำไทกรีส
เมืองซาทาล ฮือยึค (Catal Huyl) ภายใต้ของอนาโตเลีย (ประเทศตุรกี) ซึ่งเมื่อเทียบกับอิยิปต์แล้ว หลักฐานทางโบราณคดีในเมืองเก่าแก่ใกล้ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์คือที่ไฟยูม (Faiyum) มีอายุเพียง 4,500 B.C. เท่านั้น ตัวอักษรของเมโสโปเตเมียก็ปรากฏว่าใช้มานานแล้ว อาจจะก่อนอียิปต์หลายร้อยปีอีกด้วย แต่ก็ไม่ปรากฎยืนยันว่าตัวอักษรของเมโสโปเตเมียให้อิทธิพลแก่อียิปต์แต่อย่างใด

             ชนชาติกลุ่มแรกที่มีอายุในสมัยหิน และเข้ามาอยู่อาศัยระหว่างหุบเขาริมแม่น้ำจอร์แดนประเทศอิรัก เรียกว่า เจริโค (Jericho) มีอายุราว 8,000 B.C. การขุดค้นหลักฐานทางโบราณคดีขุดค้นซากกำแพงยาวสร้างด้วยหิน สูงถึง 12 ฟุต หนา 5 ฟุต และพบซากหอคอยซึ่งมีความสูงถึง 30 ฟุต รูปแบบการก่อสร้างแสดงอารยธรรมดั้งเดิมของมนุษย์ทีใช้มาก่อสร้าง

             ชนกลุ่มต่อมา คือซาทาล ฮือยึค (Catal Huyuk) มีอายุราว 7000-5000 B.C. นักโบราณคดีได้ขุดลงไปพบเมืองต่างๆ ที่ทับถมเป็นชั้นๆ ถึง 12 ชั้น และชั้นที่ 4 พบซากเมืองมีผังต่อเนื่องคล้ายเมืองใหญ่ แต่ไม่มีถนน ตัวอาคารเป็นห้องโถง มีภาพเขียนหนังและตกแต่งปฏิมากรรมที่ทำมาจากเขาสัตว์ งานจิตรกรรมบนผนังของ ซาทาล ฮือยึค หลังจากพิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แล้วปรากฎว่ามีอายุราว 6,200 B.C. เป็นภาพหมู่บ้านที่อาศัยมากมาย มีภาพภูเขาไฟกำลังระเบิด สำหรับงานปฏิมกรรม เป็นรูปปั้นจากดินดำและรูปแกะสลักจากหินชั้นเล็กๆ สูงประมาณ 2-8 นิ้ว

             แม้พวกเจริโคและซาทาล ฮือยึค จะเป็นชนชาติที่ปรากฎหลักฐานว่าเก่าแก่ที่สุดในเมโสโปรเตเมีย แต่ก็เข้าใจว่ายังไม่มีอารยธรรมใดจะเป็นเครื่องยืนยันว่ามีความเจริญหลุดพ้นจากยุคหินหรือยุคโลหะมาได้ ชนชาติเก่าแก่ชาติแรกที่ปรากฎหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรือง และมีอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดในเมโสโปเตเมีย คือ ชนชาติซูเมอร์และบาบิโลเนีย

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

มาตรฐาน

 

                    เมโสโปเตเมีย ตามรูปศัพท์แปลว่า “ที่ระหว่างแม่น้ำ” โดยมีนัยหมายถึง “ดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส” ซึ่งปัจจุบันนี้ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศอิรัก แม่น้ำทั้ง 2 สายบรรจบกันที่เมืองบัสรา (Basra) และเกิดเป็นแม่น้ำสายใหม่ คือแม่น้ำซัตต์ อัล อาหรับ (Shatt al Arab) ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซีย ความสมบูรณ์ของแม่น้ำทั้ง 2 สายดึงดูดให้ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาตั้งรกราก ดินแดนแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยสงครามและการแย่งชิงอำนาจระหว่างเผ่าพันธุ์ ทั้งนี้แม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติสได้พัดพาดินตะกอนที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุไปทับถมกันที่บริเวณตอนใต้ ซึ่งติดกับอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่า “บาบิโลเนีย” (Babylonia) ทำให้บริเวณนี้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนตอนบนเรียกว่า “อัสซีเรีย” (Assyria) เป็นพื้นที่ซึ่งมีความแห้งแล้ง อารยธรรมเมโสโปเตเมีย มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ต่างๆคือ ทิศเหนือติดกับทะเลดำและทะแลสาปแคสเปียน ทิศใต้ติดกับอ่าวเปอร์เซีย ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับคาบสมุทรอาระเบีย ทิศตะวันตกกับที่ราบซีเรียติดกับปาเลสไตน์ ส่วนทิศตะวันออกติดกับที่ราบสูงอิหร่าน เนื่องจากดินแดนแห่งนี้มีแม่น้ำใหญ่ 2 สายคือไทกริสและยูเฟรติสไหลมาบรรจบกัน มันจึงมีลักษณะเป็นแผ่นดินครึ่งวงกลมผืนใหญ่ที่ทอดโค้งจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ได้รับขนานนามว่า “ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว” ในขณะที่นักภูมิศาสตร์บางคนกล่าวว่ามันมีรูปร่างเหมือนเกือกม้ามากกว่า

 

  

                 เมโสโปเตเมีย ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง เป็นดินแดนที่อากาศร้อนและกันดารฝน เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมไม่มากนัก จึงมีสภาพภูมอากาศโดยทั่วไปแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายซึ่งมีฝนตกน้อยฤดูกาลในเมโสโปเตเมียมี 2 ฤดูกาล คือฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยในฤดูร้อนสภาพอากาศจะมีความแห้งแล้งรุนแรง ขณะที่ฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวจัดและบางครั้งมีฝนตกเล็กน้อยด้วย โดยปริมาณน้ำฝนจะมีอยู่ไม่เกิน 600 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น น้ำที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นน้ำที่มาจากหิมะละลายในภาคฤดูร้อนบนเทือกเขาในอาร์เมเนีย (Armenia) น้ำจะพัดพาเอาโคลนตมมาทับถมชายฝั่งทั้งสอง ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก การเอ่อล้นของน้ำอันเกิดจากหิมะละลาย ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและบางครั้งนำความเสียหายหายมาสู่บ้านเมือง ไร่นา ทรัพย์สิน และชีวิตผู้คน การกสิกรรมที่จะได้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต้องอาศัยระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพ จึงมีการสร้างเขื่อนและฝาย ที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสมต่อการเกษตร ทำให้ผู้คนในเมโสโปเตเมียสามารถตั้งถิ่นฐานอยู่ได้ แม้สภาพปัจจัยในการดำรงชีวิตจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควรก็ตาม

Hello world!

มาตรฐาน

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.